ตำนานเงามืดอสูรร้ายแห่งโรงอุปรากร The Phantom of The Opera กับความลับที่ถูกบิดเบือน

คำนิยามทางความรักที่ใกล้เคียงกับนวนิยายเรื่องนี้มากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น ความรักอยู่​​ที่ใจ หาใช่หน้าตา รักแท้​ คือ การให้ มิใช่ครอบครองหวังเพียงคน​ที่เรารักมี​ความสุข

The Phantom of the Opera เป็นวรรณกรรมตำนานระดับโลกที่มีการแสดงอย่างต่อเนื่องมากมาย จากการประพันธ์โดยนักเขียนชาวฝรั่งเศสนามว่า Gaston Leroux นวนิยายเรื่องนี้มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง อ้างอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงอุปรากรการ์นิเย่ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นนวนิยายที่ซุกซ่อนข้อมูลในประวัติศาสตร์ไว้อย่างน่าขนลุก เรื่องจริงต่างๆที่ถูกบิดเบือน และ ถูกถักทอเป็นเรื่องราวแนวโกธิกแบบลึกลับสยองขวัญ ปมเรื่องราวต่างๆสร้างสรรค์อารมณ์และดึงดูดให้คนถูกสะกดตราตรึงเอาไว้ ถึงความรัก ความหึง ความหวง สะเทือนถึงแก่นแท้แห่งอารมณ์ ความอาลัยอาวรณ์ และการเกิดขึ้นของโศกนาฏกรรมที่เศร้าสลด

ในปี ค.ศ. 1909 นิยายเรื่อง Le Fantôme de l'Opéra ได้ถูกเผยแพร่ในวันที่ 23 กันยายน  และ จบลงใน ปี 1910 วันที่ 8 มกราคม บนหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศสชื่อ เลอกอลัว นับได้ว่านิยายเรื่องมีมีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว ซึ่งผลงานชิ้นนี้ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักมากที่สุด

ภายในเรื่องราวที่ถูกประพันธ์ขึ้นมานั้น ได้ถูกหยิบยกเอาไปทำดัดแปลงเป็น ภาพยนตร์ ละครเวที และ ละครเพลงอยู่เสมอ ในชื่อเรื่อง ปีศาจแห่งโรงอุปรากร แต่ใครจะรับรู้ถึงเรื่องราวของความเป็นจริง แม้ว่าผู้คนจำนวนมากมายจะสามารถมองข้ามมันไปดูเพียงเพื่อเอาความสนุกเท่านั้น แต่จริงๆแล้วมันคือ ตลกร้ายจากความจริงที่ถูกบิดเบือน วาระสุดท้ายของ กัสตง เลอรู ได้ทิ้งคำพูดเกี่ยวกับนิยายเรื่อง Phantom of the Opera ไว้ว่า "ทำไมไม่มีใครเชื่อผมเลย"

ในปี ค.ศ. 1911 ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครเวที
ในปี ค.ศ. 1925 ได้ถูกจัดทำเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก ในยุคนั้นจะเป็นเพียงภาพขาว-ดำ  โดยผู้กำกับรูเพิร์ต จูเลียน การแสดงเป็นเพียงหนังใบ้เท่านั้น
ในปี ค.ศ. 1976 เคน ฮิลล์ ได้ดัดแปลงละครเวที มาทำเป็นละครเพลงเดอะมิวสิคเคิลครั้งแรก
ในปี ค.ศ. 1986 เจ้าพ่อวงการละครเพลงของอังกฤษ Lloyd Webber ได้ทำการปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างตำนานของ The Phantom กับวงการมิวสิคัลด้วยการดัดแปลงเป็นบทละครเพลง โดยมี Charles Hart และ Richard Stilgoe ที่ประพันธ์เนื้อเพลงภายในเรื่องให้เป็นที่จดจำมาจนถึงทุกวันนี้
โดยเน้นตัวละครเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ได้แก่ อิริค, คริสติน ดาเอ้, ราอูล, ดาโรก้า, มาดามจีรี, เม็ก จีรี และ เคาต์ฟิลลิปป์
ในปี ค.ศ. 1988 นักแสดงคู่แรกที่ได้เล่นประเดิมวงการนี้เป็นครั้งแรก Michael Crawford ​และ Sarah Brightman (อดีตคนรักของ Lloyd Webber ) เป็น Erik และ Christine

ตัวละครสำคัญภายในเรื่อง

อิริค (Erik-ไม่มีนามสกุล)  The Phantom ชายสวมหน้ากากครึ่งหน้า เทวดาแห่งบทเพลง ผู้มีน้ำเสียงดุจดั่งเทพจากสรวงสวรรค์ แต่มีใบหน้าสุดแสนจะอัปลักษณ์ยากแท้หยั่งถึง แฝงกายอยู่ภายในโรงละคร ปิดบังทุกสิ่งอย่างหลบหนีความโหดร้ายจากโลกแห่งความเป็นจริง ประหนึ่งภูตผีของโรงละคร อัจฉริยะภาพทางดนตรีที่ทำให้โรงละครประสบความสำเร็จ ดวงตาสีทองสุกสกาว ที่ขัดกับร่างกายเสมือนซากของสิ่งมีชีวิต

คริสติน ดาเอ้ (Christine Daaé) นักแสดงของโรงละคร ลูกกำพร้าทายาทของกุสตาฟ ดาเอ้  ที่ถูกฝึกโดย Phantom ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายและผมสีบรอนซ์ หลงใหลในน้ำเสียงของอิริค เนื่องจากเธอเชื่อว่าเขาเป็นทูตสวรรค์ เพราะน้ำเสียงที่ไพเราะจนเกินกว่าที่ควรจะมาจากมนุษย์ พร้อมกับความลึกลับที่มากมาย และ ความอยากรู้อยากเห็นของเธอทำให้เกิดเรื่องราวร้ายแรงถึงขั้นโศกนาฏกรรม

ราอูล (Raoul, Viscount de Chagny) ชายหนุ่มรูปงามทรงเสน่ห์ มั่งคั่งด้วยอำนาจทางการเงิน เป็นเพื่อนกับคริสติน ดาเอ้ ตั้งแต่เด็กก่อนที่เธอจะกำพร้าพ่อ เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้ โดยตำแหน่งของราอูล คือ น้องชายเคาต์ฟิลลิปป์ เดอ ชานี ผู้ที่ทำการอุปถัมภ์โรงละคร

ดาโรก้า (คนเปอร์เซีย) บุรุษผู้มีผิวสีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีเขียวเหมือนหยก เจ้าของวลี "ยกมือขึ้นระดับสายตา" มีเพียงผู้เดียวที่เรียกเขาว่า ดาโรก้า คือ อิริค มีตำแหน่งหัวหน้าตำรวจของอิหร่าน และ อาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่อิริคเรียกว่าเพื่อน

มาดามจีรี (Madame Giry) เป็นหนึ่งในบุคคลไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของ The Phantom และ ไม่กลัว อาจจะเป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือมาก่อน ทั้งยังประกอบด้วยความรู้สึกสงสาร เป็นผู้เก็บรักษากล่องดนตรีของอิริคเมื่อเขาเสียชีวิต

เม็ก จีรี (Meg Giry) ลูกสาวที่แตกต่างจากแม่ แต่ว่าเป็นดาวเต้นบัลเล่ต์อันดับ 1 ผู้ที่มีผมดำ ผิวคล้ำ ตาสีดำ คล้ายกับ ชาวชวา แตกต่างจากชาวฝรั่งเศส ทำให้ถูกว่ามองว่าเป็นคนประหลาด (ยุคสมัยนั้น) คาดว่าน่าจะคล้ายคลึงกับพ่อของเธอ อิริคทำนายด้วยไพ่ทาโรต์ ว่า "เธอจะได้เป็นจักรพรรดินีของแม่" ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานเธอกลายเป็นภรรยาของขุนนาง

คาร์ลอตตา (Carlotta Giudicelli) หลายคนมองว่าเป็นตัวละครที่ไม่สำคัญเท่าไรนัก นักร้องโอเปร่าจากประเทศอิตาลี ของ บริษัท Prima Donna ที่รังเกียจ คริสติน ดาเอ้ เป็นสาวสวยและยังมีอายุน้อยกว่า ทำให้กลายเป็นภัยคุกคามในการเป็นนักร้องเบอร์ 1

เคาท์ฟิลลิปป์ (Count Philippe de Chagny) พี่ชายแท้ๆของราอูล แต่ว่ามีช่วงอายุห่างจากราอูลมากถึง 20 ปี ความตายของเขาเป็นเหตุให้ผู้ประพันธ์ค้นหาความจริง และได้พบกับคนเปอร์เซียและมาดามจีรี ซึ่งทั้งคู่ได้เปิดเผยเรื่องราวของอิริค และกลายเป็นนวนิยายในปัจจุบัน

เนื้อเรื่องแบบฉบับย่อ

เริ่มต้นจากการที่โรงละครโอเปร่า กำลังถูกประมูลอยู่ และ สิ่งของภายในโรงละครกำลังถูกขาย ผู้ดำเนินการประมูลกำลังอธิบายถึงเรื่องราว เหตุการณ์ประหลาดของโรงอุปรากร และเรื่องราวลึกลับอันดำมืดอื่นๆ

โดยหล่าวถึงระยะเวลาช่วงปี 1881 ขณะที่ คาร์ลอตต้า นางเอกของโรงละครกำลังซ้อมการแสดง โดยร้องเพลงในละครเรื่อง Hannibal หลังจากนั้นก็มีฉากร่วงลงมาโดยไม่มีเหตุผล กับเสียงกระซิบกันวุ่นวายภายในโรงละครว่า น่าจะมาจากฝีมือ ปิศาจแห่งโรงละคร เจ้าของโรงละครคือ เฟอร์แมง กับ อังเดร มองข้าม ไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ แต่คาร์ลอตต้าได้ให้การปฎิเสธที่จะเล่น และลงจากเวทีไป

มาดามจิรี ได้เสนอตัว คริสติน ดาเอ้ สาวคอรัสในโรงละคร พร้อมเหตุผลว่า “เธอได้รับการสอนมาอย่างดีมากจากนักไวโอลินผู้เป็นพ่อ” ทำสามารถร้องเพลงในบทของคาร์ลอตต้าได้ จากนั้นได้ออดิชั่นในเพลง Think of me ทำให้เธอได้แสดงแทน

หลังจากการแสดงประสบความสำเร็จเป็นไปได้ด้วยดี ด้านหลังเวที เธอได้พูดกับ เม็ก จีรี ว่า จริงๆแล้วคนที่ฝึกสอนเธอไม่ใช่พ่อ แต่เป็น เทวดาทางด้านดนตรี (The Angel of Music)

และ ภายในการแสดงเดียวกันนั้นเอง ราอูล วิกองต์ เดอชาญญี พบว่า คริสติน ที่แสดงบนเวทีนั้นเป็น คริสติน คนเดียวกันกับเพื่อนในวัยเด็กของเขา จึงรีบเดินเข้าไปที่ห้องแต่งตัวเพื่อพบกับเธอ การพบกันครั้งนี้ทำให้ทำให้เธอเล่าเรื่อง เทพแห่งดนตรี ที่พ่อเธอเคยเล่าให้ฟังว่ามาหาเธอและสอนร้องเพลง

แต่ราอูลมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ที่อยู่ในจินตนาการของเธอเท่านั้น เลยไม่ได้ใส่ใจ และตั้งใจจะพาเธอไปทานอาหารเย็นด้วยกัน
จากนั้น The Phantom ได้ปรากฏตัวในกระจกด้วยการใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า ในฐานะเทพแห่งดนตรี คริสติน ต้องการรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา และให้เขาเปิดเผยตัวตน จึงเป็นเหตุให้เขาพาเธอไปยังอาณาจักรของเขา ที่อยู่ภายใต้โรงละคร ซึ่งจะต้องข้ามทะเลสาบใต้ดิน เขาร้องเพลง The Music of the Night ขับกล่อมเธอ และบอกความในใจว่ารักเธอ

ในขณะที่ The Phantom กำลังแต่งเพลงจากออร์แกน คริสติน ตื่นขึ้นมา และแอบก้าวไปหาแฟนธ่อม จากนั้นก็ดึงหน้ากากออกของเขาออกด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้เธอร้องตกใจ  The Phantom โกรธมาก แต่ก็บอกถึงความต้องการที่อยากจะเป็นที่รักของเธอ แต่เธอนั้นต้องการกลับขึ้นไปข้างบน แฟนธ่อมจึงบอกให้เธอเก็บเรื่องราวของเขา และ ห้องใต้ดินไว้เป็นความลับ จากนั้นยังต้องติดต่อกับเขาตามปกติ

โจเซฟ บูเก คนงานคนหนึ่งในโรงละคร ได้ออกมาขู่นักแสดงสาวๆด้วยการเล่านิทานสยองขวัญ ถึงเรื่องราวของ ปิศาจแห่งโรงละคร กับ บ่วงคล้องคอ ทำให้มาดามจิรี่ ออกมาเตือนให้เงียบเอาไว้ จากนั้น มาดามจิรีได้ส่งสาส์นของแฟนธอม ให้ คริสตินแสดงละครเรื่องใหม่แทน คาร์ลอตต้า แต่ เฟอร์แมง กับ อังเดร พยายามเอาใจ คาร์ลอตต้า และ ต้องการให้เธอเป็นนางเอกอยู่  จากนั้นก็เกิดเหตุขัดข้องในการแสดงจริง คาร์ลอตต้า ส่งเสียงไม่ออกถึงแม้ส่งเสียงออกมาได้ก็เหมือนกับกบร้อง ฉากหลังร่วงลงมาพร้อมกับศพของ โจเซฟ บูเก้ ที่ถูกแขวนอยู่ ทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย

คริสตินได้ขึ้นไปบนหลังคา กับ ราอูล และบอกเรื่องราวของแฟนธ่อมให้ราอูลได้รับรู้ แต่ว่าเขาไม่เชื่อและบอกรักกับคริสตินพร้อมกับจะปกป้องเธอตลอดไป  จากทุกๆสิ่งที่จะเข้ามาทำร้ายเธอ

อิริคได้ยินคำสนทนาเหล่านั้นพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย พ่วงด้วยความผิดหวัง ทั้งยังสาบานว่าจะแก้แค้นราอูลให้ได้ โดยให้โคมไฟแชนเดอร์เลียร์ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นโรงละครทันทีที่การแสดงจบลง

6 เดือนหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น งานกาล่าหน้ากากได้ถูกจัดขึ้น The Red Death (มัจจุราชแดง) ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับ ประกาศถึงบทละครใหม่ที่เขาได้เขียนขึ้น เรื่อง Don Juan Triumphant และให้คริสตินเป็นนางเอกของเรื่อง จากนั้นได้กระชากแหวนหมั้นที่มีสายสร้อยห้อยอยู่บนคอพร้อมกันกับที่ประกาศว่า คริสตินเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ราอูลได้ไปขอร้องให้มาดามจิรี ได้เล่าเรื่องของ Phantom ให้ฟัง ซึ่งมาดามได้เล่าว่า เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ มีการแสดงกายกรรมมายากล และตัวประหลาด สิ่งที่ดึงดูดมากที่สุดในงานนี้ คือ ชายพิการที่ถูกขังอยู่ในกรง แต่ว่ามีปัญญาที่หลักแหลมซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าของซากศพที่มีชีวิต ก่อนหน้านี้เขาเป็นทั้งสถาปนิก นักปราชญ์ นักดนตรี และนักประพันธ์ ที่เคยสร้างเขาวงกตกระจกให้กับชาห์แห่งเปอร์เซีย เธอไม่สามารถลืมเขาได้เลย ‘เมื่อความมืดย่างกราย ฉันจะเจอกับเขาอีก’ภายหลังเขาได้หายตัวไปพร้อมกับความเงียบแห่งค่ำคืน  การพยายามค้นหาความจริงของราอูลทำให้ได้รู้เรื่องราวของอิริคเพิ่มขึ้นจากจากชายลึกลับชาวเปอร์เซีย

คณะโรงละครและราอูลต้องการที่จะจับอิริคด้วยการวางแผนใช้คริสตินเป็นเหยื่อเพื่อล่อให้อิริคออกมา แต่คริสตินไม่ชอบแผนนี้ เนื่องจากเธอไม่อยากให้แฟนธ่อมต้องตาย และ หนีออกจากห้องประชุมที่แสนอึดอัด

จากนั้นคริสตินได้ไปที่หลุมศพของพ่อเธอ และอ้อนวอนต่อหน้าหลุมศพให้พ่อของเธอช่วยในการตัดสินใจอย่างถูกต้องถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แฟนธ่อมได้ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเธอ และสวมหน้ากากของเทพแห่งดนตรี เธอเชื่อสุดหัวใจว่าพ่อของเธอส่งเทพแห่งดนตรีมาทำให้เธอตาม

ราอูลได้มาพบเข้าพอดี และนำพาเธอกลับมาสู่โลกแห่งความจริง การต่อสู้ดำเนินขึ้น ขณะที่อิริคได้นำปืนขึ้นมาจะยิงหัวราอูล คริสตินได้มาบังเอาไว้ และ พาราอูลหนีไป อิริคในคราบเทพแห่งดนตรี กู่ร้องจะล้างแค้นให้จงได้ คริสตินบอกให้ราอูลสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรกับแฟนธ่อม

ในขณะเดียวกันนั้นเอง อิริคได้ไปพบชายชาวเปอร์เซียที่บ้าน และบอกเล่าเรื่องราวเกิดขึ้น ทำให้ชายชาวเปอร์เซียเข้าใจในความรักที่อีริคมีต่อคริสติน

ในละครเรื่องใหม่ Don Juan Triumphant ขณะที่กำลังดำเนินการแสดงอยู่ คริสตินรู้ทันที่ว่าคนที่ร่วมแสดงกับเธอไม่ใช่ ปิอันจิ แต่เป็นแฟนธ่อม เขาแสดงความรักต่อเธอและสวมแหวนให้ แต่คริสตินกลับดึงหน้ากากของเขาออกเปิดเผยให้เห็นถึงใบหน้าของเขา ทำให้เหตุการณ์บานปลาย เกิดความโกลาหล วุ่นวายทำให้ อิริคสามารถพาตัวคริสตินออกไปจากเวที และ ในเวลาไม่นานเท่าใด คาร์ลอตตา ได้เห็น ปิอันจิ ในสภาพร่างที่ไร้วิญญาณ

ราอูลตามหาตัวแฟนธ่อมจากคำบอกเล่าของมาดามจีรีถึงที่อยู่ของเขาพร้อมกับเตือนให้ระวังบ่วงคล้องคอ กับวลีที่ว่า ยกมือขึ้นในระดับสายตา

ในห้องใต้ดิน แฟนธ่อมให้คริสตินสวมชุดแต่งงาน เธอถามว่าเขาจะฆ่าเธอไหม อิริคตอบว่าเขาไม่เคยคิดจะฆ่าเธอเลย แต่ว่าเขามีใบหน้าที่อัปลักษณ์ทำให้เธอไม่รักเขา คริสตินตอบกลับว่า เธอไม่ได้กลัวใบหน้านั้น แต่กลัวใจอันบิดเบี้ยวของเขาต่างๆหาก

ราอูลเข้ามาพอดี และ ตะโกนร้องบอกให้ปล่อยตัวคริสติน เมื่อเข้ามาถึงระยะหนึ่ง ราอูลติดกับดับของอิริคด้วยสายคล้องปัญจาบ พร้อมเสนอทางเลือกให้กับคริสติน ว่าระหว่าง อิสระของเธอแต่ราอูลถูกฆ่าตาย กับ เธอต้องอยู่กับเขาตลอดไป และราอูลรอดชีวิตถูกปล่อยตัวออกไป

แฟนธ่อมบังคับให้เธอเลือกเป็นครั้งแรก คริสตินกล่าวกับแฟนธ่อมว่าราอูลหักหลังเธอ ราอูลได้กล่าวคำขอโทษ และบอกรักคริสติน ว่าถ้าหากเธอปลอดภัยจากแฟนทอมเขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

ทำให้คริสตินตัดสินใจเข้ามาจูบ อิริคแบบไม่รังเกียจ พร้อมกับบอกว่าเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เป็นครั้งแรกที่อิริคถูกปฏิบัติแบบมนุษย์ความรัก ความเห็นใจเป็นครั้งแรกในชีวิต ทำให้เขาคืนอิสระให้กับราอูลและคริสติน จากนั้นก็ขอให้ทั้งสองเก็บเรื่องราวของเขาไว้เป็นความลับ  เมื่อทั้งสองจากไป

แฟนธ่อมได้ร้องไห้กับผ้าคลุมหน้าของคริสตินที่ถูกทิ้งไว้ “มีเพียงเธอเท่านั้นที่ทำให้เพลงของฉันโบยบิน ตอนนี้มันจบแล้ว บทเพลงแห่งราตรี !!”

แฟนธ่อมขึ้นไปบนบัลลังค์ของเขาและดึงม่านลงมาปิดบังตัวตนของเขา เม็กพร้อมๆกับตำรวจ ตามมาจนถึงประตูรั้ว และ มองหา คริสติน เธอมองไปเจอผ้าม่านและ ดึงออกอย่างหวาดระแวง ทำให้เธอเห็น หน้ากากแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางความมืด

บทเพลงที่น่าประทับใจ

The Phantom of the Opera บทเพลงที่สอดประสานงานกันระหว่างเสียงร้องโอเปร่า และ ท่วงทำนองที่ทรงพลัง

Think of me บทเพลงที่ปรากฏอยู่ในโอเปร่าเรื่อง Hannibal บทเพลงที่แสดงถึงความคิดถึงอย่างสุดซึ้ง

The Music of the night เป็นเพลงที่ปลุกเร้าอารมณ์ในช่วงเวลาอานุภาพของบทเพลง แห่งรัตติกาล

All I ask of you จุดพีคของเพลงนี้ คือ การร้องเพลงเดียวกันแต่ความหมายที่แตกต่างกัน ระหว่างการร้องของราอูลและอิริค เพราะราอูลร้องเพื่อที่จะปกป้องคริสติน แต่ว่า อิริคร้องเพื่อสาปแช่งความรักของทั้งคู่

The Point of No Return เป็นเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวว่าสิ่งที่ผ่านมาต่างๆมาถึงจุดที่ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว การเล่นสมมติมาถึงจุดจบแล้ว เป็นการสื่อถึงความรักระหว่าง อิริค และ คริสติน

The Red Death

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ

Michael Jackson (King of Pop) อยากจะแสดงเป็น The Phantom เพราะไมเคิลเข้าใจดีถึงความรู้สึกโดดเดี่ยว และ ความทุกข์ทรมานของอัจฉริยะทางดนตรี ผู้ที่ตลอดเวลาทั้งชีวิตทำงานอยู่กับเสียงเพลง

Maria Björnson ฉากและการดีไซน์ทั้งหมดเริ่มต้นมาจากเธอผู้นี้ เป็นผู้ออกแบบงานดีไซน์ ทั้งฉาก และเสื้อผ้ากว่า 200 ชุด อัจฉริยะผู้ที่อุทิศตัวเองให้กับงานอย่างแท้จริง

ใน Broadway ละครเพลง The Phantom of The Opera มีรอบการเล่นไปแล้วไม่ต่ำกว่า 12,000 รอบ

ภายในเนื้อเรื่อง The Phantom of The Opera ที่สำหรับละครเวที 99 % เป็นการร้องเพลงทั้งสิ้น

Gaston Leroux ได้เขียนถึงช่วงเวลาย้อนกลับไป 30 ปี ในการเขียนเนื้อเรื่องของ The Phantom of The Opera

ในช่วงระหว่างการซ่อมแซมโรงละครช่วงที่ผ่านมา ได้พบศพของมนุษย์ที่คาดว่าน่าจะคือ ปีศาจแห่งโรงละคร หรือ อิริค เนื่องจากที่โครงกระดูกนั้นมีแหวนทองคำเกลี้ยงสวมอยู่ที่นิ้ว

หลังจากที่ ฌอง เอริค ฟรองซัวส์ เล่าเรื่องให้ Gaston Leroux เพียง 3 สัปดาห์เขาก็ได้เสียชีวิตลง

The Phantom of the Opera ไม่ใช่ละคร Opera มีนักร้องเพียงไม่กี่คนที่ร้องแบบ Opera หนึ่งในนั้นคือ Carlotta ครับ ส่วนท่านอื่นๆ เป็นการร้องแบบที่เรียกว่า Musical ครับ คือกึ่ง Classic กึ่ง Pop

ความลับที่กลายเป็นเรื่องราวถกเถียงกันภายใน Phantom of The Opera จากมุมของ Leroux

ความหน้ากังขาภายในเรื่องราวที่เกิดขึ้น กับ ความดีของคริสติน ความสัมพันธ์ของอิริคและดาโรก้า ทำให้เกิดคำถามมากมาย และ กลายเป็นความสงสารอิริคพร้อิมทั้งค้นหาเรื่องราวที่อาจจะมีแนวโน้มในการเกิดขึ้นถึงสาเหตุต่างๆ
สาเหตุที่หนึ่ง อิริคมีสภาพที่ไม่มั่นคง เนื่องจากในยุคนั้นมีความผันผวนทางการเมืองเป็นอย่างมาก ไม่มีองค์กรใดๆเข้ามาดูแล ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาที่น่าหวาดกลัว ผอมแห้งเหมือนศพเดินได้ ทำให้ถูกละเมิดสิทธิของความเป็นคนไปครั้งแล้วครั้งเล่าและชวนสยองมากกว่าเดิม
ดาโรก้า มีความหมายต่ออิริคมากกว่าทุกอย่างจากเหตุการณ์ความรุนแรงบางอย่างที่เกิดขึ้นทำให้ อิริคเสมือนคนบ้าและเด็ก และเนื่องจากการเกิดเหตุที่ทำให้เสียสติและมีจิตใจคล้ายกับเด็ก 5 ขวบ ทำให้ Leroux บอกผู้คนผ่านนิยายแบบอ้อมๆว่า ก่อนหน้านี้อิริคต้องผ่านอะไรมากมาย และ เขาเองนั่นแหละที่ชักนำคนอ่านให้คิดตามในตอนท้ายว่า "เราควรสงสารปีศาจแห่งโรงอุปรากรมากกว่าหรือเปล่า"
สาเหตุที่สอง ความสัมพันธ์ของดาโรก้ากับอิริค ที่ยอมละทิ้งทุกอย่างในอิหร่านเพื่อพาอิริคหนี ทั้งๆที่กษัตริย์ของอิหร่านต้องการฆ่าอิริคให้ตาย
สำหรับดาโรก้าแล้ว อิริคไม่ได้เป็นเหมือนคนอื่น แต่เป็นอิริคของเขา ราอูลเคยเปิดประเด็นถามถึงความสัมพันธ์ของดาโรก้ากับอิริค ว่าเกลียดอิริคไหม ดาโรก้าตอบราอูลไปว่า "ผมเคยไม่เกลียดเค้า" และ ก็เงียบอยู่อย่างนั้น ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ ถึงแม้ว่าตัวของดาโรก้าจะรู้ว่า นางพราย ของเขาคือ เสียงของอิริคในเวลาที่ร้องเพลงใต้น้ำ แต่เขาก็ยังยืนยันอยากที่จะเรียกว่า เสียงของนางพรายอยู่ดี
เสียงที่เค้าได้ยินคือเสียงเอริกที่ "ร้องเพลงใต้น้ำ" แต่เค้าก็ยังพอใจที่จะเรียกมันว่า "นางพราย"
สาเหตุที่สาม คริสติน ดาเอ้ เป็นคนดีจริงหรือ เพราะ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในนิยาย ความรักของเธอที่มีต่อราอูลเป็นของจริง สำหรับอิริค คือความสงสาร แต่ในเวลาที่ได้ยินเสียงของอิริคทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตามเธอมักจะมีความสุขทุกครั้ง เธอบอกว่าไม่เคยเกลียดเอริกแค่เพียงหวาดกลัวต่อใบหน้าจองเขาเท่านั้น ครินตินร้องขอความรักจากราอูลแต่ว่ายังคงวนเวียนรอคอย อิริคอยู่เสมอ ภาพสะท้อนของนิยายเรื่องนี้หากมองดูดีๆจะเห็นว่ามีความคล้ายกับนิทานพื้นบ้านของไทย เรื่อง ขุนช้างขุนแผน (คาดว่ามีเค้าโครงจากเรื่องจริงเช่นกัน)
อีกหนึ่งสิ่งในกรณีที่เธอเชื่อว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของเทวดา ทั้งๆที่รู้จริงๆแล้วไม่ใช่เสียงเทวดา เพราะว่า ช่วงที่โคมระย้าตก เธอกลัวว่ามันจะตกลงมาทับอิริค ทำให้เธอรีบวิ่งไปห้องแต่งตัว และเรียกหา กรณีนี้ทำให้รู้ได้ว่าเธอรับรู้อยู่แล้วว่าอิริคกับเทวดานั้นคือคนๆเดียวกัน สรุปแล้วใครกันที่หลอกลวงใคร
ในเชิงแง่ประวัติศาสตร์ เรื่องราวเกิดขึ้นช่วงที่ นัสเซอร์ ชาห์ ขึ้นครองราชย์ในประเทศอิหร่าน ดาโรก้าเป็นภาษาอินเดีย ที่มีความหมายว่า นายพัศดี (หัวหน้าตำรวจ) นี่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เป็นการเล่นคำกับการเสียดสีประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นใช้วิธีการแบบแยบยล และ นายพัศดีที่ไม่ทราบชื่อกับได้รับการเปิดเผยท้ายเรื่องว่าเป็น "เชื้อพระวงศ์"
ประมาณ 80-90% ของนวนิยายเรื่องนี้จะพบว่ามีส่วนของความจริง เพราะบุคคลต่างๆที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่องนั้น มีตัวตนจริง หากยกข้อมูลเพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ เริ่มต้นจาก "เชื้อพระวงศ์อิหร่าน" พระองค์หนึ่งจะเสด็จมาเพื่อรับชมการแสดงที่โอเปร่าการ์นิเย่บ่อยๆ และ มีเงินต่อเดือนมากกว่า The Phantom ถึง 2 เท่า และ สถาปนิกจากอิหร่านท่านหนึ่งที่ถูกขนานนามว่าปีศาจแห่งโรงละคร เนื่องจากไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทั้งยังปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากและสวมชุดคลุมสีดำอยู่เสมอๆ มีคำล่ำลือว่า เขามีใบหน้าที่ประหลาดและอัปลักษณ์เกินกว่าจะให้ใครเห็นได้
แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองมากมาย ส่งผลให้ทำโรงโอเปร่าไม่สามารถสร้างเสร็จได้ แต่สถาปนิกจากอิหร่าน(ปิศาจแห่งโรงละคร) ก็ยังทำงานต่อไปอย่างลับๆ ตามคำสั่งจากเบื้องบน
ในปี 1878 นัสเซอร์ ชาห์ ผู้สั่งประหารเอริกในนิยายได้เสด็จเยือนปารีส เกิดเรื่องมากมายได้แก่ ท่านเคาท์แห่งชางญี คือ "ฟิลลิป ฟรองซัวส์" ได้เสียชีวิตลงในปีนั้นทำให้ "ฌอง เอริค ฟรองซัวส์" น้องชายของท่านเคาท์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตรกรในการฆ่าพี่ชายตัวเอง และโดนโทษตัดสินให้เนรเทศไปเกาะร้าง ทำให้ตำแหน่งเค้าท์แห่งชางญี ที่ว่างอยู่กลายเป็นของ "ราอูล การ์ปิแตร์" ซึ่งเป็นญาติคนหนึ่งของพวกเค้าและเป็นขุนนางคนหนึ่งของนโปเลียนที่สาม
และในช่วงเดียวกัน ชาห์ได้ลงนามพระปรมาภิไธย ในการเสียดินแดนบางส่วนของอิหร่าน กับอัฟกานิสถาน เพราะฝรั่งเศสและพันธมิตรเข้ามากดดันในขณะนั้น ทำให้แนวทางการต่อต้านของพระองค์ต่ออัฟกานิสถานที่ผ่านมาล้มเหลว ซึ่งผู้ที่ได้รับความดีความชอบมากที่สุดได้แก่คนอิหร่านอีกคนหนึ่ง คือ "โมฮัมหมัด อีสมาอิล" คนปารีสในยุคนั้นเรียกชายผู้นี้ว่า "คนเปอร์เซีย"
การสัมภาษณ์ของ Leroux กับ ฌอง เอริค ฟรองซัวส์ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างและพร่ำเพ้อเหมือนคนใกล้จะตาย คือ เรื่องราวความรักระหว่างเด็กสาว "คริสติน ดาเอ้" และเทพแห่งดนตรี "เอริก-ปีศาจแห่งโรงละคร" คำพูดของคนใกล้ตายมักจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ถึงแม้จะดูพร่ำเพ้อพรรณนา แต่ก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริงค่อนข้างมาก จากการเทียบเคียงบุคคลในนวนิยาย กับ เรื่องราวที่มีถูกหยิบยกมาจากประวัติศาสตร์ เกือบจะลงล็อคได้พอดีทุกประการ
ปีศาจแห่งโรงละคร หรือ อิริคอาจจะเป็นสถาปนิกจากอิหร่าน ที่ชอบปิดบังใบหน้าและสวมชุดคลุมสีดำ
อีสมาอิล กับ เจ้าชายลึกลับคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเเป็นบุคคลเดียวกันภายใต้นาม "ดาโรก้า"
คริสติน ดาเอ้ หญิงสาวที่ไม่ทราบถึงที่มาที่ไปว่าจริงๆแล้วเป็นใคร ถูกแทนที่ลงด้วยบทบาทของนักร้องของโรงละคร
หลากหลายประเด็นที่ปรากฏบนนิยายแบบน่าสงสัยอย่างเช่น การหลบหนีของอิริคจากชาห์ ว่าทำไมคนที่หลบหนีจากการประหารแต่ยังคงแสดงตัวให้เห็น การตายของ เคาท์ ฟิลลิป ฟรองซัวส์ เป็นประเด็นที่ทำให้ขบคิด ในช่วงเวลาที่ชาห์เสร็จมายังปารีส
หากจะคิดแบบเล่นๆย้อนศรแบบความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ถึงสาเหตุที่โรงละครนั้นสร้างไม่เสร็จ คือ อิริค, คริสติน และดาโรก้า ตายอยู่ใต้ถุนโรงละครที่สร้างไม่มีวันเสร็จตามความต้องการของเบื้องบน และ หยิบเอา ราอูล (คาดว่าน่าจะเป็นตัวของ ฌอง เอริค ฟรองซัวส์) มาเป็นแพะรับบาป เพื่อปิดคดีนี้โดยไม่ต้องสืบสวนเรื่องราวต่อไป และ ราอูลในบทของนวนิยาย ย่อมเป็นคนละคนกับตัวจริง เพราะ น้องชายเค้าท์ฟิลลิปไม่ได้ชื่อราอูล และ ราอูลในนิยายมีอายุห่างกับพี่ชายถึง 20 ปี

อย่างไรก็ตามปีศาจของโรงละครโอเปรานั้นมีอยู่จริง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าจากจินตนาการของศิลปินเท่านั้น ความเชื่อจากเสียงสวรรค์ หรือ ผีสางที่เป็นความคิดไร้สาระ เป็นบุคคลที่มีเลือดเนื้ออยู่จริง แม้ภายนอกจะคล้ายกับปิศาจร้ายที่บ้าคลั่ง แต่เขาก็มีความรักที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงภายใต้หน้ากาก บทสรุปความรักเรื่องราวที่แท้จริงจะเหมือนที่ผู้ประพันธ์แต่งไว้ หรือ ว่าอาจจะแตกต่างกันต้องใช้วิจารณญาณของตนเองเพื่อพิจารณา เพราะ เหล่าตัวตนของบุคคลทั้งหลายนั้นเสื่อมและตายลงตามกาลเวลา มีเพียงเรื่องเล่าผ่าน The Phantom of The Opera ที่ปรากฏตามละครเวที หรือ ภาพยนตร์เท่านั้น

แต่ใครเลยจะรู้ถึงเรื่องราวความจริงทั้งหมด จริงๆแล้วนี่อาจจะเป็นเพียงบทละครที่ถูกแต่ง สรรค์สร้างขึ้นเพื่อปิดบังความจริง ศพที่แท้จริงที่นอนอยู่นั้นอาจจะเป็น ราอูล และ ที่เล่าเรื่องราวต่างๆให้เราฟังนั้น คือ อีริค ผู้ที่รักเพียง คริสติน ดาเอ้ เพียงผู้เดียวเสมอมา ทำการฆ่าทั้งคู่และฝังกลบความจริงไปตลอดกาล

“ความรัก” “ความเกลียดเคียดแค้น” “การหลอกลวง”“ความใจดี” และ “ความบ้าคลั่ง” อยู่ในตัวของคนทั่วๆไป ขึ้นอยู่กับว่าจะแสดงมันออกมาเมื่อไหร่เท่านั้นเอง